Breaking News
Home / นั่งชิว / 10 ผู้นำที่ได้ชื่อว่า “โหดเหี้ยมที่สุด” ในประวัติศาสตร์ จนโลกต้องจารึก

10 ผู้นำที่ได้ชื่อว่า “โหดเหี้ยมที่สุด” ในประวัติศาสตร์ จนโลกต้องจารึก

 

“ฮีโร่” ของคนกลุ่มหนึ่งอาจจะเป็น “ทรราชย์” ของใครอีกหลายคน คงจะเป็นคำกล่าวที่ไม่ได้เกินจริงมากนัก เพราะผู้ชนะคือผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ก็ล้วนแต่มีวีรกรรมอันใหญ่ยิ่งที่อาจมาพร้อมความโหดร้ายและความสูญเสียของคนมากมายที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

แต่ความโหดร้ายก็คือความโหดร้าย ไม่ว่าฝ่ายที่จารึกประวัติศาสตร์จะพยายามเปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่ ก็ไม่อาจลบล้างการกระทำของผู้นำสุดโหด 10 คนต่อไปนี้ได้

.

1. อัตติลา ยอดคนเถื่อน

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 434-453

.

ผู้นำของชาวฮันที่ขึ้นครองราชย์ด้วยการสังหารพี่ชายของตนเอง ชาวฮันเป็นกลุ่มชาติพันธ์เร่ร่อนในทุ่งกว้างที่ย้ายถิ่นฐานจากจีนเข้ามาสู่ยุโรป อาศัยอยู่แถบประเทศฮังการีในปัจจุบัน และถือได้ว่าเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดกลุ่มหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในสมัยนั้น

อัตติลาขยายอำนาจไปทั่วทั้งในประเทศเยอรมนี รัสเซีย ยูเครน ไปจนถึงคาบสมุทรบอลข่านด้วยการทำลายชีวิตคนทั้งเมือง และโจมตี “กอล” ดินแดนทางยุโรปตะวันตกเพื่อหวังจะยึดครอง แต่ในท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้ในการต่อสู้ ณ ที่ราบกาตาลุญญา

คำกล่าวที่เขามักพูดอยู่เสมอคือ “ที่นั่น ที่ๆ ข้าเคยผ่าน ต้นหญ้าจะไม่มีวันได้เติบโตขึ้นมาอีกเลย”

.

2. บูเช็กเทียน

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 690-705

.

หญิงสาวในตระกูลร่ำรวยที่ถูกส่งตัวไปเป็นสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิตั้งแต่อายุได้เพียง 14 ปี พระนางได้ชื่อว่าเป็นนางสนมสุดโหดผู้ใช้ทุกวิถีทางในการทำลายคูู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นการปลดจากตำแหน่ง เนรเทศ ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงประหารชีวิตด้วยวิธีการสุดเหี้ยมโหดอย่างการวางยาพิษ เผาทั้งเป็น หรือแล่อวัยวะ แม้กระทั่งคนในครอบครัวของตัวเอง เป็นสตรีพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่า 4,000 ปี ที่ได้เป็นฮ่องเต้

ในระหว่างที่ครองราชย์ทรงขยายอำนาจของจีนออกไปเกินกว่าอาณาเขตเดิมที่เคยมีมา ครอบครองพื้นที่แถบคาบสมุทรเกาหลีและเป็นเจ้าแห่งดินแดนในแถบเอเชียกลาง ทรงก้าวขึ้นมาปกครองจีนให้ยิ่งใหญ่ด้วยการใช้ยุทธวิธีที่โหดร้ายนานาประการ

.

3. เจงกีส ข่าน

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 1206-1227

.

หลังจากบิดาเสียชีวิตเนื่องจากถูกวางยาพิษ ข่านก็ใช้ชีวิตในสถานะของทาสผู้ต่ำต้อยมาตลอด จนกระทั่งสามารถรวบรวมชาวมองโกลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นำทัพบุกโจมตีและแผ่ขยายอำนาจไปทั่วเอเชียกลางจนถึงประเทศจีนได้

แนวทางของข่านถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวิธีการที่โหดร้ายและน่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาพิฆาตศัตรูจนสิ้นซากอย่างน่าเกรงขาม ตัวอย่างเช่นการสังหารหมู่ชนชั้นสูงชาว Khwarezm ซึ่งมีการใช้คนจำนวนมากมายหลายแสนมาเป็นโล่มนุษย์

.

4. ตีมูร์

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 1370-1405

.

ติมูร์เป็นขุนศึกที่มีเชื้อสายผสมระหว่างมองโกลและเติร์ก และเป็นผู้พิชิตดินแดนส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันตกและเอเชียกลาง ซึ่งกินพื้นที่ตั้งแต่ประเทศอิหร่าน อิรัก ตุรกี จนถึงประเทศซีเรียในปัจจุบัน และยังก่อตั้งจักรวรรดิตีมูร์ด้วยตนเอง

วีรกรรมที่เป็นที่กล่าวขานก็คือการสร้างหอคอยมนุษย์ ด้วยการนำร่างของคนเป็นๆ มากองซ้อนๆ กันจากนั้นจึงฉาบทับด้วยอิฐและซีเมนต์ และยังมีหอคอยที่ทำจากศีรษะของศัตรูกว่า 70,000 คน

.

5. วลาดที่ 3 เจ้าชายแห่งวาลาเคีย

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 1448; 1456-1462; 1476

.

หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วลาดที่ 3 นักเสียบ” ชื่อสกุล ‘แดรกคิวลา’ ของพระองค์คือแรงบันดาลใจของการประพันธ์นวนิยายแวมไพร์ เคานต์แดรกคูลา

ในตอนที่ขึ้นครองราชย์นั้นดินแดนของพระองค์เต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านเนื่องจากการกระทำอันโหดร้ายของวลาดเอง หนึ่งในการกระทำอันเลื่องชื่อก็คือการชักชวนบรรดาศัตรูไปร่วมงานเลี้ยงจากนั้นจึงจัดการเสียบแทงทุกคนด้วยของมีคมนานาชนิด ซึ่งความนิยมในด้าน “การเสียบ” นี้เองเป็นที่มาของชื่อวลาดนักเสียบ

.

6. สมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษ

ครองราชย์: คริสต์ศักราช 1553-1558

.

ธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 8 กับพระมเหสีองค์แรกคือสมเด็จพระราชินีแคทเธอรีน แห่งอรากอน เป็นผู้ซึ่งฟื้นฟูศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ด้วยการเผาทั้งเป็นชาวโปรเตสแตนต์มากกว่า 300 ราย จนเป็นที่มาของฉายา “แมรีบ้าเลือด” หรือ “แมรีผู้กระหายเลือด” (Bloody Mary)

.

7. เคาท์เตส อลิซาเบธ บาโธรี

ระยะเวลาในการฆาตกรรม: คริสต์ศักราช 1590-1610

.

เป็นคนในตระกูลบาโธรี่ซึ่งมีความเกี่ยวดองกับพระมหากษัตริย์ฮังการีในสมัยนั้น เธอเชื่อในเรื่องชีวิตที่เป็นอมตะ และต้องการคงร่างของตนเองให้คงดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ จึงมีความคิดว่าหากได้อาบเลือดของหญิงสาวบริสุทธิ์แล้วจะทำให้ตนเองดูอ่อนเยาว์ได้ตลอดไป

เธอเอาร่างของหญิงสาวบริสุทธิ์มากรีดร่างกายและอวัยวะ ตัดนิ้ว เอาผึ้งมารุมต่อย แล้วนำเลือดที่ได้มาอาบต่างน้ำ โดยมีเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับเธอไปไม่น้อยกว่า 600 คน จนได้รับฉายา “Blood Countess”

.

8. มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์

ดำรงตำแหน่ง: คริสต์ศักราช 1789-1794

.

ประธานคณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะที่ตั้งขึ้นเพื่อสอดส่องดูแลความมั่นคงปลอดภัยในสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส

เขาเป็นเผด็จการผู้กระหายอำนาจและบ้าเลือด ในเวลาปีเดียวเขาจับกุมและประหารผู้คนนับพันๆ ตั้งแต่ความผิดเล็กน้อยจนถึงความผิดอุกฉกรรจ์ จนผู้คนขนานนามว่า “ยุคแห่งทรราชย์” หรือ “สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว”

.

9. ฟรันซิสโก ฟรังโก

ดำรงตำแหน่ง: คริสต์ศักราช 1938-1975

.

จากความช่วยเหลือของ “นาซี” เยอรมนีและ “ฟาสซิสต์” แห่งอิตาลี ฟรังโกก็ทำการปฏิวัติและได้ดำรงตำแหน่งจอมพลแห่งสเปน ระหว่างสมัยสาธารณรัฐครั้งที่ 2

ภายใต้การปกครองของเขา ผู้ที่ต่อต้านทั้งหมดถูกเนรเทศหรือไม่ก็ต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้ความอยุติธรรมของเผด็จการ ศาสนาที่อนุญาตให้นับถือได้คือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกเท่านั้น ภาษาคาตาลันและบาสก์ถูกสั่งห้ามใช้ในที่สาธารณะ มีการจัดตั้งตำรวจลับเพื่อควบคุมทุกความเป็นอยู่ของประชากรตั้งแต่การใช้ชีวิตส่วนตัวไปถึงเศรษฐกิจการค้าและการเมือง

.

10. อีดี้ อามิน

ดำรงตำแหน่ง: คริสต์ศักราช 1971-1979

.

อามินเข้าเป็นสมาชิกในกองทัพอาณานิคมบริเตน สังกัดกรมทหารปืนเล็กยาวแอฟริกา หรือ KAR (King’s African Rifles) จนในที่สุดเขาก็รั้งตำแหน่งนายพลและผู้บัญชาการกองทัพยูกันดา แล้วจึงทำการปฏิวัติรัฐประหาร อามินดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นเวลา 8 ปีเต็มๆ ซึ่งเขาทำการสังหารหมู่พลเรือนไปมากกว่า 300,000 ราย รวมทั้งทำการขับไล่เทรเทศชาวเอเชีย (อินเดียและปากีสถาน) ในประเทศยูกันดาออกไปจนหมดสิ้น

.

ที่มา : BusinessInsider | meekhao

Comments

comments

Check Also

เผยที่มาของเกรด A-F ทำไมถึงไม่มีเกรด E ในใบรายงานผลการศึกษา

เป็นที่ทราบกันด …